++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เมื่อเพิ่งจะเริ่มต้นมีความรัก และเป็นรักแรกพบ แต่ก็ต้องใจสลายตั้งแต่ไม่เริ่มต้นจีบเสียแล้ว เพราะเมื่อทราบว่า สาวน้อยน่ารักคนนั้นเธอคืออาจารย์ ผมก็เริ่มถอดใจ แต่ลึกๆ ก็ยังนึกถึงใบหน้าที่น่ารักสดใจของเธออยู่เสมอ และผมก็ไม่เคยเจอเธอในมหาวิทยาลัยอีกเลย ….จนกระทั่งหลายเดือนต่อมาซึ่งเป็นวันสุดท้าย ก่อนจบคอร์สการเรียน ผมพบหน้าเธออีกครั้ง เมื่อเธอกลับมานั่งที่เดิมที่ผมเคยบอกเธอว่าที่นี่เป็นที่ๆ ผมนั่ง และวันนี้ผมจึงอยากรู้ว่าจริงๆ อาจารย์สาวเป็นใครกันแน่
สวัสดีครับ…เออ ..อาจารย์ ผมทักเธอ
ผมเพิ่งรู้ว่าเป็นอาจารย์ผมขอโทษ นะครับ ที่แซวไปในวันนั้น ผมพูดต่อ
ไม่เป็นไรค่ะ เธอตอบ
อาจารย์ สอนที่นี่เหรอครับ
อ๋อ เปล่า ค่ะ สอนที่ต่างจังหวัด เธอตอบ….อ่ะ!…อ๋า!! เธอไม่ใช่อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยผมนี่นา….(แอบคิดในใจ)
อ้าว แล้วมาดูคลาสเรียนที่นี่ได้ไงครับ
เป็นเพื่อนกับพี่ปอค่ะ พี่เขาเรียนโทที่นี่ เลยอยากรู้ว่าที่นี่มีการเรียนการสอนเป็นอย่างไร ก็เลยมาสังเกตการณ์ค่ะ เผื่อจะได้ไปปรับใช้สอนลูกศิษย์บ้าง เธอพูดต่อ ครั้งนี้เธอเริ่มมีบทสนทนากับผมยาวขึ้น
เหรอ ครับอาจารย์ ถ้างั้นวันนี้ผมขอคุยด้วยกับอาจารย์จะได้ไหมครับ ผมแอบตื้อ
ไม่ต้องเรียก อาจารย์ก็ได้ค่ะ น่าจะรุ่นเดียวกันหรือเผลอๆ ฉันอาจจะเป็นรุ่นน้องคุณอีกด้วยซ้ำ เธอพูดต่อ ผมเริ่มผ่อนคลายขึ้น
แล้วจะให้ผมเรียกอะไรดีล่ะครับ เออ….ผมชื่อตัวเล็กครับ แล้วคุณอาจารย์ล่ะครับ
หลินค่ะ เธอตอบ ระหว่างสนทนาไปผมยิ่งมองเห็นความน่ารักและเป็นกันเองระหว่างเธอกับผมมากขึ้นๆ ซึ่งชั่วโมงเรียนนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่จะต้องมาเรียน การเรียนส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุย แลกเปลี่ยนระหว่างอาจารย์ที่สอนกับนักศึกษามากกว่า ผมจึงถือโอกาสไม่สนใจอาจารย์หนุ่มที่สอนหน้าชั้นเท่าไร เบนความสนใจมาที่อาจารย์หลินสาวน้อยที่นั่งข้างๆ ผมมากกว่า
ได้ข่าวว่าอาจารย์หลิน จบทางภาษามาโดยตรง จบอักษรเหรอครับ
บอกแล้วไงค่ะ ว่าเรียกหลินเฉยๆ ก็ได้ ไม่ต้องเรียก อาจารย์เธอย้ำ ก่อนที่จะเล่าเรื่องเธอให้ผมฟัง
เปล่าค่ะ จบครุศาสตร์ แต่เอกการสอนภาษาอังกฤษค่ะ เธอตอบ
ได้ข่าวว่าจากเพื่อนๆ เห็นเขา แซวว่าคุณเป็นดีเจเหรอค่ะ หรือพิธีกรอะไรนี่แหละ จริงหรือเธอถามผมคืนบ้าง
อืม ครับ…สนใจอาชีพพวกนี้เหรอครับ ผมถามต่อ
เปล่าค่ะ แต่ รู้ไว้ก้ไม่เสียหลายนี่ค่ะ เผื่อจะไว้ไปเล่าให้ลูกศิษย์ฟังบ้าง ก็ดีนี่ค่ะเป็นวิทยาทาน
ถ้าเดี๋ยวผมขอเบอร์ได้ไหมครับ เผื่อว่างๆ ผมจะโทรไปเล่าให้ฟัง อืม…เพราะว่าผมคงเจอคุณหลินครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้วก็อาจจะไม่ได้เจอกันอีก

Read more

เมื่องานศพของพ่อผ่านพ้น ทุกอย่างได้ดำเนินตามเจตนาของพ่อ โดยที่ร่างของพ่อได้บรรจุใส่โลงและโบกบูนสีขาว ไว้ไต้ต้นจะบก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เคยเผาร่างแม่เมื่อหลายสิบปีก่อน พี่ๆที่มีครอบครัวแล้วอยู่ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ก็ทยอยหอบลูกหอบเต้าและพาครอบครัวของแต่ละคนกลับบ้านตัวเองหมด ส่วนคนที่ทำงานที่กรุงเทพก็รีบกลับไปทำงานต่อหลังจากหยุดมาแล้วหลายวัน ที่บ้านผมนั้นบัดนี้เหลือเพียงอ้างว้าง ความเงียบเหงา หมองหม่น เย็นยะเยือก ความอบอุ่นในใจที่เคยมีหายไป เมื่อเดินออกไปยืนท้ายบ้าน มองลงไปกลางทุ่งก็จะเห็นต้นจะบกขนาดใหญ่ ใบเขียวครึม ปกครึม ดูร่มรื่น พอมองเลื่อนต่ำลงมาก็เป็น ที่บรรจุร่างพ่อนอนสงบนิ่ง สีขาวโพลนมองเห็นทีไรใจก็หายวาบทันที ที่บ้านผมตอนนี้เหลือเพียงพี่สาวพี่เขยและหลานตัวเล็กสองคนเท่านั้น แต่ในหมู่บ้านเดียวกันก็มีพี่คนอื่นที่มีบ้านอยู่ไม่ไกลกันนัก ก็ทำให้คลายบรรยากาศความน่ากลัวของบ้านที่เพิ่งผ่านงานแห่งความสูญเสียไปได้ไม่นาน ผมยืนมองทอดอาลัยบ้านหลังน้อยแห่งความรักของผมกับพ่อและครอบครัว แล้วใจหาย แต่ก็ต้องลาพี่ๆ และหลานๆ กลับเข้าเมืองไปอยู่กับยายและก๋งตามเดิม….

Read more

 +เรื่องจริง การต่อสู้ชีวิตของลูกชาวนาที่กำพร้าทั้งพ่อและแม่ จากเด็กเทคนิค สู่เด็กช่างกล จบปริญโทวิศวะ มุ่งหน้า ป.เอก+

ปัจจุบันกำลังฝ่าฟันสู่การศึกษาระดับปริญญาเอก ณ.ประเทศสวิสเซอร์แลนด์……..
กระทู้นี้ขอมาให้กำลังใจสำหรับคนที่ท้อแท้ในชีวิตสิ้นหวังทางการศึกษา…..หรือมีฐานะยากจนทุกอย่างมีทางออกครับพร้อมกันนี้ก็มาให้กำลังใจคนเองเพื่อการสู้ต่อกับปริญญาใบสุดท้ายซึ่งสูงสุดแล้วก็จะพอแล้วครับ….ผมเกิดในครอบครัวชาวนายากจนของจังหวัดหนึ่งในภาคอิสาน ซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทย คุณแม่เสียชีวิตตอนอายุประมาณ 5 ขวบ เป็นลูกคนเล็กมีพี่น้อง 11 คน พอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น คุณพ่อก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งจากนั้นชีวิตก็โดดเดียวอย่างแท้จริงภาพในวัยเด็กหลายภาพที่ตราตรึงในความทรงจำไม่เคยลืม….ครั้งหนึ่งหลังจากแม่เสียชีวิตแล้ว พ่อได้ไปเป็นชาวไร่ ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ40 กิโลเมตร วันนั้นจะเดินทางกลับบ้านพร้อมกับพี่สาว ได้เดินทางด้วยเท้าเปล่าจากไร่มาถนนใหญ่ประมาณ5กิโลเมตร เพื่อมาต่อรถประจำทางกลับบ้าน ผมเหนื่อยและหิวข้าวมาก ระหว่างรอรถ ผมเห็นนมหนองโพขายอยู่ในตู้แช่ผมแอบมองและกลืนน้ำลายหลายเอือก ก่อนจะบอกพี่สาวว่า…”พี่ผมหิวข้าวผมขอกินนมในตู้นั้นได้ไหม“…พี่สาวบอกว่าได้…”เธอเดินไปที่ตู้แล้วถามคนขายว่า นมนี้กี่บาท” ….”5บาทคนขายตอบเธอวางลงทันทีพร้อมเดินกลับมาที่ผมเอามือลูบหัวแล้วบอกว่า มันแพงอดทนไว้นะ เดี๋ยวกลับถึงบ้านเราก็ได้กินข้าวแล้ว (เขียนมาถึงตรงนี้น้ำตาผมไหล)….….คืนหนึ่งเวลาเที่ยงคืนกว่า จริงๆ (ผมยังไม่อย่านม ดื่มนมแม่) ผมตื่นขึ้นมากลางดึก คืนนั้นนอนกับพี่สาวจำได้ว่าแม่ป่วยแล้วผมก็เรียกหาแม่ พี่สาวขยับเข้ามากอดแล้วก็น้ำตาไหล บอกผมเบาๆ ว่า จากนี้เราไม่มีแม่กับเขาแล้วนะแม่เราเสียแล้ว….ผมเงียบไม่เข้าใจเท่าไร แต่พี่สาวร้องให้… (และตอนนี้ผมก็ร้องให้อีกครั้ง)

ขณะผมเรียนชั้นประถม เคยขอเงิน1บาทเพื่อไปโรงเรียน พี่สาว บอกว่าไม่มีที่บ้านเราไม่มีตังส์ผมไม่เชื่อ..ผมแอบหา ทั้วทุกมุมบ้านค้นทุกจุดที่คิดว่าจะเป็นที่ซ่อนเงินได้ก็ไม่เจอพี่สาวโกรธมากที่ เขาบอกว่าไม่มี แล้วผมไม่เชื่อผมร้องให้ โดนไม้เรียวหวดที่ขา อย่างแรงไปหนึ่งที แล้วเขาบอกผมว่า พี่บอกว่าไม่มีมันคือไม่มีจริงๆไปโรงเรียนได้แล้วผมเดินก้มหน้าร้องให้ไปโรงเรียนพร้อมกับคิดถึงแม่….

ผมเรียนจนจบป.6 ไม่เคยมีรองเท้าใส่ไปโรงเรียนไม่เคยได้เงินไปโรงเรียนเลย จนต้องไปเก็บฝรั่งหลังบ้านไปขายให้เพื่อนที่โรงเรียนเพื่อจะได้เงิน 1…บาท

ผมได้เรียนต่อมัธยมในเมือง แต่การเดินทางนั้นลำบากมากผมต้องปั้นจักรยานฝ่าทางลูกรัง 8 กิโลเมตรแล้วไปจอดทิ้งไว้ข้างทาง จากนั้นต้องนั่งต่อสองแถวอีก16 กิโลเมตรเพื่อเข้าไปเรียนในเมือง….แล้วเย็นวันนั้นที่ผมไม่เคยลืมผมเรียนชั้น ม.1 ที่โรงเรียนมีกิจกรรมลูกเสือผมเลิกเย็นขึ้นรถสองสองแถวรอบ สุดท้าย 6 โมงเย็นพอถึงปากทางปั่นจักรยานกลับบ้านแล้ววันนั้น มีรถขนดินวิ่งผ่านหน้าผมไป มันหอบฝุ่นดินแล้วทรายลูกรังสีแดงปิดหน้าปิดตา ผมแทบหายใจไม่ออกผมก็ปั่นแข่งกับรถขนดินเพื่อที่จะไม่ให้ฝุ่นมันมาปลิวเข้าหน้า ด้วยเหตุที่ถนนเป็นเป็นหลุมเป็นบ่อมาก ผมปั่นจักรยานเร็ว เอาชนะรถบรรทุกได้ พอถึงทางแยกผมต้องเลี้ยวซ้ายรถบรรทุกวิ่งตรงไป มัวแต่หันไปมองรถบรรทุก จักรยานที่ผมปั่นมาด้วยความเร็ว ตกหลุมขนาดใหญ่ทันที แล้วกระเป๋าหนังสือที่ใหญ่ยักษ์ก็ลอยขว้างแล้วหล่นตุบทับหัวผม หน้าไถลไปกลางทางลูกรังพังพาบ อยู่ตรงนั้นพอตั้งสติได้ผมลุกไปเก็บกระเป๋า คว้าจักรยานเพื่อจะปั่นต่อกลับบ้าน ปรากฎว่าล้อหน้า มันกลายเป็นเลข แปดเสียแล้ว….มือซ้ายผมต้องหอบกระเป๋ามือขวาลากจักรยานเข้าหมู่บ้านต่ออีกสี่กิโลด้วยเท้าเปล่าในเวลาทุ่มเศษ……

แม้จะผันตัวเองมาเป็นดีเจ หลายคลื่น เล่นละครเวที พิธีกรโทรทัศน์แต่ความจนยากลำบากในอดีตมันไม่เคยเลือนไปจากความทรงจำของผมเลยครับคิดว่าการศึกษาเท่านั้นจะทำให้ชีวิตผมดีขึ้นจึงทำให้ผมมีวันนี้ครับ….

ตอนนี้กำลังฟันฝ่าเพื่อที่จะได้เข้าเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในสวิส ครับเหนื่อยบ้าง ท้อ บ้างแต่ไม่เคยถอยครับและที่นี่เองเป็นที่จุดประกายให้ผมเขียนกระทู้นี้มาแบ่งปันทุกท่านครับ…..
ยังมีอีกหลายบทหลายตอนที่จะเล่าให้อ่าน…..ครับ+++